ประวัติความเป็นมาเมืองสกลนคร



ความเป็นมาของจังหวัดสกลนคร

                     พื้นที่จังหวัดสกลนคร มีประวัติความเป็นมาย้อนถอยหลังขึ้นไปจนถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทางวรรณคดีที่สำคัญเช่น ภาพสลักหิน ภาพเขียนสี ภาชนะเครื่องใช้ เครื่องปั้นดินเผาต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องสำริดและเครื่องโลหะ ซึ่งพบกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดสกลนคร อำเภอพรรณานิคม อำเภอพังโคน อำเภอวาริชภูมิ อำเภอสว่างแดนดิน อำเภอส่องดาว มีอายุร่วมสมัยกับวัฒนธรรมบ้านเชียง ที่อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี ราว ๒,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว
                    
                      การตั้งถิ่นฐานของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ มีวิวัฒนาการ
และมีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับชุมชนอื่นๆ ต่อเนื่องเข้ามาจนถึงชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากหลักฐานทาโบราณคดี เช่น เครื่องปั้นดินเผาและเสมาหิน ศิลปะทวาราวดี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๗ ศาสนสถานศิลาแลง ศิลปะลพบุรี อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ซากโบราณและสถูปอิฐ ศิลปะล้านช้าง อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓ อิทธิพลล้านช้างได้ครอบคลุมพื้นที่นี้ จนกระทั่งต้นยุครัตนโกสินทร์จึงได้เข้าเป็นขอบขัณฑสีมาของกรุงเทพฯ ดังปรากฏในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้ทรงโปรดเกล้าให้พระยาบ้านเว่อ มีตำแหน่งเป็นพระธานีเจ้าเมืองสกลทวาปี ซึ่งยกฐานะขึ้นมาจากชุมชนบ้านธาตุเชิงชุม ท้าวหมาป้องเป็นอุปฮาด และท้าวหมาฟองเป็นราชวงศ์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๗๐ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ เกิดกบฎเจ้าอนุวงศ์ เมืองสกลทวาปีมีใจออกห่างจึงบุกกวาดต้อนครอบครัวไปอยู่เมืองกบิลจันทคาม กลายเป็นเมืองร้างไประยะหนึ่งภายหลังการปราบปรามกบฎเจ้าอนุวงศ์ ในปี พ.ศ. ๒๓๗๘ อุปฮาดตีเจา(คำสาย) ราชวงศ์(ดำ) และเท้าจัน ผู้น้องพาครอบครัวบ่าวไพร่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
                        
                     
รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ เมืองสกลทวาปี เมื่ออุปฮาดตีเจ้า(คำสาย) ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. ๒๓๘๐ จึงได้ทรงตั้งราชวงศ์(ดำ)เมืองมหาชัยขึ้นเป็นเจ้าเมืองสกลทวาปีแทน
                      ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๘๑
เมื่อเจ้าเมืองสกลทวาปีลงไปเฝ้าทูลละอองพระบาทจึงได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นพระยาประจันตประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนครเปลี่ยนนามเมืองสกลทวาปีเป็นสกลนครนับแต่นั้นเป็นต้นมา
                     
                       
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เกิดกบฎฮ่อทางหัวเมืองฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงจึงได้มีการอพยพผู้คนจากเมืองต่างๆ เข้ามาอยู่ทางฝั่งขวา ส่วนที่เข้ามาตั้งบ้านเรือนในจังหวัดสกลนครได้แก่ ผู้ไทย จากเมืองวัง เข้ามาตั้งบ้านเรือนในแถบอำเภอเมืองจังหวัดสกลนคร อำเภอพรรณานิคม และอำเภอวาริชภูมิ โส้จากเมืองมหาชัย เข้ามาตั้งบ้านเรือนในแถบอำเภอกุสุมาลย์ นอกจากนั้นยังมีพวก ย้อ โย้ย และกะเลิงซึ่งปัจจุบันยังคงรักษาภาษาพูด ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ชนกลุ่มใหญ่ที่ได้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตจังหวัดสกลนคร ในระยะหลัง คือคนญวน แบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ พวกที่เข้ามาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงได้รับสัญชาติไทย อยู่อาศัยมานานจนได้รับเชื้อชาติไทยไปเกือบหมดบุคคลเหล่านี้ในปัจจุบันมีทั้งข้าราชการ นักธุรกิจ นักการเมืองท้องถิ่น มีบทบาทต่อการปกครอง และเศรษฐกิจของจังหวัดอีกพวกหนึ่งเข้ามาโดยไม่ถูกกฎหมาย หรือพวกที่ถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ อยู่ในเขตควบคุม ๑๐ จังหวัด เฉพาะจังหวัดสกลนครมีเขตควบคุม ๙ อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสกลนคร อำเภอกุสุมาลย์ อำเภอพรรณานิคม อำเภอวานรนิวาส อำเภออากาศอำนวย อำเภอวาริชภูมิ อำเภอสว่างดินแดน และอำเภอส่องดาว